สามดาร์บี้ที่โลกฟุตบอลหยุดดู

บางเกมสามแต้มไม่ใช่เดิมพันเดียวบนโต๊ะ ศักดิ์ศรีของเมือง ประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปี และความทรงจำของแฟนบอลหลายรุ่นถูกวางรวมไว้ในเก้าสิบนาที เราย้อนเรื่องราวของสามคู่ปรับที่ดุเดือดที่สุด ตั้งแต่นัดแรกจนถึงยุคปัจจุบัน

ศึกแดงเดือด: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล

Manchester United vs Liverpool · North West Derby

ศึกแดงเดือด แมนยู พบ ลิเวอร์พูล ใต้แสงไฟโอลด์ แทรฟฟอร์ด
สนาม
โอลด์ แทรฟฟอร์ด / แอนฟิลด์
ระยะห่าง
ราว 50 กม.
พบกันครั้งแรก
ปี 1894
แชมป์ยุโรป
3 สมัย / 6 สมัย

นี่คือการพบกันของสองสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ จากสองเมืองที่อยู่ห่างกันเพียงราว 50 กิโลเมตร แต่ความบาดหมางระหว่างแมนเชสเตอร์กับลิเวอร์พูลเริ่มต้นก่อนที่ทั้งสองทีมจะได้เตะฟุตบอลนัดแรกใส่กันเสียอีก

รากของความขัดแย้ง: สองเมืองกับคลองขุดหนึ่งสาย

ในศตวรรษที่ 19 แมนเชสเตอร์คือศูนย์กลางอุตสาหกรรมฝ้ายของโลก ส่วนลิเวอร์พูลคือเมืองท่าที่ทำเงินจากการขนส่งสินค้าเข้าออก โรงงานในแมนเชสเตอร์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าขนส่งให้ลิเวอร์พูลมาตลอด จนนักธุรกิจแมนเชสเตอร์ตัดสินใจลงทุนขุดคลองเดินเรือแมนเชสเตอร์ (Manchester Ship Canal) ที่เปิดใช้ในปี 1894 เพื่อให้เรือสินค้าแล่นเข้าถึงเมืองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านท่าเรือลิเวอร์พูล สำหรับคนลิเวอร์พูล นั่นคือการแย่งปากท้อง ส่วนคนแมนเชสเตอร์มองว่าเป็นการปลดแอกทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกเป็นศัตรูระหว่างสองเมืองจึงฝังรากลึกตั้งแต่ตอนนั้น

และในปีเดียวกันนั้นเอง ฟุตบอลก็ทำให้ความขัดแย้งมีสนามให้ระบาย นิวตัน ฮีธ ทีมที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 1902 จบท้ายตารางลีกสูงสุด ต้องลงเล่นเกมเพลย์ออฟเพื่อหนีตกชั้นกับลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่นสองในขณะนั้น ผลคือลิเวอร์พูลชนะ 2–0 ได้ขึ้นชั้นแทน ส่วนนิวตัน ฮีธ ตกลงไปเล่นลีกรอง ความเป็นคู่ปรับในสนามจึงเริ่มต้นด้วยเกมที่มีเดิมพันสูงที่สุดเกมหนึ่ง

เรื่องอื้อฉาวปี 1915 และสายสัมพันธ์ที่คนมักลืม

ในวันศุกร์ประเสริฐปี 1915 ยูไนเต็ดเปิดบ้านชนะลิเวอร์พูล 2–0 ในเกมที่ดูแปลกตั้งแต่ต้นจนจบ การสอบสวนภายหลังพบว่ามีการล้มบอลเพื่อทำเงินจากการพนัน ผู้เล่นจากทั้งสองสโมสรถูกลงโทษแบนรวมเจ็ดคน กลายเป็นหนึ่งในคดีล้มบอลที่โด่งดังที่สุดของอังกฤษ และเป็นครั้งเดียวที่สองทีมคู่อริ "ร่วมมือกัน" อย่างจริงจัง

ที่น่าสนใจคือบุคคลที่สร้างยุคทองให้แมนยูก็เคยเป็นคนของลิเวอร์พูล เซอร์แมตต์ บัสบี้ เคยค้าแข้งและเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูลก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสงครามจบ เขาเลือกรับงานผู้จัดการทีมที่แมนเชสเตอร์ในปี 1945 และสร้างทีมจนคว้าแชมป์ลีกหลายสมัย ผ่านโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิกในปี 1958 ก่อนพาทีมเป็นสโมสรอังกฤษทีมแรกที่ได้แชมป์ยุโรปในปี 1968

ยุคแชงคลีย์และไพสลีย์: ลิเวอร์พูลครองอังกฤษและยุโรป

ขณะที่ยูไนเต็ดหลังยุคบัสบี้เริ่มถดถอยจนถึงขั้นตกชั้นในปี 1974 ลิเวอร์พูลภายใต้บิล แชงคลีย์ และบ็อบ ไพสลีย์ กลับไต่ขึ้นเป็นมหาอำนาจ ตลอดทศวรรษ 1970 ถึง 1980 หงส์แดงคว้าแชมป์ลีกนับไม่ถ้วนและได้แชมป์ยุโรปถึงสี่สมัยในปี 1977, 1978, 1981 และ 1984 เมื่อถึงปี 1990 ลิเวอร์พูลมีแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัย ทิ้งห่างทุกทีมในประเทศ

แต่ยูไนเต็ดก็มีวิธีของตัวเองในการทำร้ายคู่ปรับ นัดชิงเอฟเอคัพปี 1977 ลิเวอร์พูลกำลังลุ้นสามแชมป์ในฤดูกาลเดียว พวกเขาได้แชมป์ลีกไปแล้วและจะได้แชมป์ยุโรปในอีกไม่กี่วันต่อมา แต่ปีศาจแดงชนะ 2–1 ที่เวมบลีย์ ดับฝันประวัติศาสตร์ของหงส์แดงไปอย่างเจ็บปวด ฉากแบบนี้คือแก่นของดาร์บี้คู่นี้ ต่อให้ฟอร์มห่างกันแค่ไหน ทีมที่เป็นรองก็พร้อมจะเล่นราวกับเป็นนัดชิงชนะเลิศเสมอ

เฟอร์กูสันกับภารกิจล้มบัลลังก์

เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รับงานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดในปี 1986 ขณะที่ยูไนเต็ดยังไม่ได้แชมป์ลีกมาตั้งแต่ปี 1967 เขาประกาศชัดว่าเป้าหมายสูงสุดคือการผลักลิเวอร์พูลลงจากบัลลังก์ และใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำได้จริง แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1992/93 ปิดฉากการรอคอย 26 ปี จากนั้นยูไนเต็ดก็ครองยุคพรีเมียร์ลีก ปี 1996 เอริก ก็องโตนา ยิงประตูเดียวในนัดชิงเอฟเอคัพเอาชนะลิเวอร์พูล ปี 1999 ยูไนเต็ดพลิกชนะ 2–1 ในเอฟเอคัพรอบสี่ด้วยสองประตูช่วงท้ายเกม ก่อนจะไปคว้าสามแชมป์ในฤดูกาลเดียวกัน และในปี 2011 แชมป์ลีกสมัยที่ 19 ทำให้ยูไนเต็ดแซงหน้าลิเวอร์พูลได้สำเร็จ ก่อนเฟอร์กูสันจะอำลาพร้อมแชมป์สมัยที่ 20 ในปี 2013

ฝั่งลิเวอร์พูลก็มีช่วงเวลาที่แฟนบอลจำไม่ลืม โดยเฉพาะเดือนมีนาคม 2009 ที่พวกเขาบุกไปถล่มยูไนเต็ดถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ด 4–1 และค่ำคืนที่อิสตันบูลปี 2005 ซึ่งทำให้แฟนหงส์แดงมีเรื่องเล่าในระดับยุโรปที่ไม่แพ้ใคร ความดุเดือดยังลามไปถึงตลาดซื้อขาย สองสโมสรแทบไม่ซื้อขายนักเตะกันโดยตรงเลยนับตั้งแต่ ฟิล ชิสนอลล์ ย้ายจากยูไนเต็ดไปลิเวอร์พูลในปี 1964 ส่วนกรณีที่นักเตะข้ามฟากแบบอ้อม ๆ อย่างพอล อินซ์ หรือไมเคิล โอเว่น ก็มักถูกแฟนบอลฝั่งเดิมจดจำในแง่ลบ

ยุคใหม่: 7–0 และวันที่ไล่ทันกันที่ 20 สมัย

หลังเฟอร์กูสันเกษียณ ยูไนเต็ดผ่านผู้จัดการทีมหลายคนแต่หาความต่อเนื่องไม่ได้ ขณะที่ลิเวอร์พูลภายใต้เยอร์เกน คล็อปป์ ได้แชมป์ยุโรปในปี 2019 และแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในฤดูกาล 2019/20 ยุติการรอคอย 30 ปี ภาพที่สะท้อนช่องว่างได้ชัดที่สุดคือวันที่ 5 มีนาคม 2023 ลิเวอร์พูลถล่มยูไนเต็ด 7–0 ที่แอนฟิลด์ แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา ยูไนเต็ดก็เอาคืนในเอฟเอคัพรอบแปดทีมด้วยชัยชนะ 4–3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากประตูชัยของอามัด ดิยาลโล เป็นการย้ำอีกครั้งว่าในดาร์บี้นี้ ฟอร์มและตารางคะแนนแทบไม่มีความหมาย

เมื่อจบฤดูกาล 2024/25 ลิเวอร์พูลภายใต้อาร์เน่อ สล็อต คว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ทำให้ทั้งสองทีมมีแชมป์ลีกสูงสุดเท่ากันที่ 20 สมัย การเป็น "สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ" จึงกลับมาเป็นคำถามเปิดอีกครั้ง และนั่นทำให้ทุกนัดที่ทั้งคู่พบกันมีความหมายมากกว่าสามแต้ม

ทำไมศึกแดงเดือดยังร้อนเสมอ

ดาร์บี้คู่นี้ไม่มีเส้นแบ่งเขตเมืองหรือศาสนาเหมือนดาร์บี้อื่น แต่มีสิ่งที่หนักกว่านั้น คือการแข่งกันเป็นที่หนึ่งของประเทศมานานกว่าศตวรรษ แฟนบอลทั้งสองฝั่งเติบโตมากับความเชื่อว่าความสำเร็จของอีกฝ่ายคือความล้มเหลวของตัวเอง แม้ช่วงหลังทั้งสองสโมสรจะร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการร้องเพลงเย้ยโศกนาฏกรรม ทั้งมิวนิกปี 1958 และฮิลส์โบโรห์ปี 1989 ซึ่งเป็นบาดแผลที่ไม่ควรมีใครนำมาล้อเลียน แต่ในสนาม ทุกการปะทะ ทุกใบเหลือง และทุกประตูยังคงถูกเล่นราวกับเป็นเกมที่ชี้ชะตาทั้งฤดูกาล สำหรับแฟนบอลไทยที่เชียร์สองทีมนี้มากที่สุดในประเทศ ศึกแดงเดือดจึงเป็นนัดที่ต้องตื่นมาดู ไม่ว่าจะเตะกี่โมงก็ตาม

ผลการพบกันที่ต้องจำ

  1. 1894 เพลย์ออฟเลื่อน-ตกชั้น ลิเวอร์พูล 2–0 นิวตัน ฮีธ นัดแรกของคู่ปรับ
  2. 1977 นัดชิงเอฟเอคัพ แมนยู 2–1 ลิเวอร์พูล ดับฝันสามแชมป์ของหงส์แดง
  3. 1996 นัดชิงเอฟเอคัพ แมนยู 1–0 ลิเวอร์พูล ก็องโตนายิงประตูเดียว
  4. 2009 พรีเมียร์ลีก แมนยู 1–4 ลิเวอร์พูล ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด
  5. 2023 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 7–0 แมนยู ที่แอนฟิลด์
  6. 2024 เอฟเอคัพ รอบ 8 ทีม แมนยู 4–3 ลิเวอร์พูล ต่อเวลาพิเศษ

ลอนดอนดาร์บี้: อาร์เซนอล พบ เชลซี

Arsenal vs Chelsea · London Derby

ลอนดอนดาร์บี้ อาร์เซนอล พบ เชลซี
สนาม
เอมิเรตส์ / สแตมฟอร์ด บริดจ์
ระยะห่าง
ราว 12 กม.
พบกันในลีกครั้งแรก
ปี 1907
แชมป์ยุโรป
— / 2 สมัย

ลอนดอนมีดาร์บี้มากกว่าเมืองไหนในโลก แต่ไม่มีคู่ไหนที่เปลี่ยนโฉมหน้าพรีเมียร์ลีกได้เท่าอาร์เซนอลกับเชลซี คู่ปรับที่เคยเป็นแค่เกมร่วมเมืองธรรมดา กลายเป็นสงครามแย่งตำแหน่งสโมสรที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงอังกฤษในยุคใหม่

จากวูลิชสู่ไฮบิวรี และสแตมฟอร์ด บริดจ์

อาร์เซนอลถือกำเนิดทางตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอนในย่านวูลิช ก่อนย้ายข้ามแม่น้ำเทมส์ขึ้นไปทางเหนือที่สนามไฮบิวรีในปี 1913 ส่วนเชลซีก่อตั้งขึ้นในปี 1905 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทางตะวันตกของเมือง ทั้งสองทีมพบกันในลีกครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1907 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ต่อหน้าแฟนบอลจำนวนมหาศาลตามมาตรฐานยุคนั้น แต่ตลอดศตวรรษที่ 20 คู่นี้ยังไม่ใช่ดาร์บี้ที่ร้อนแรงที่สุดของทั้งสองฝั่ง

คู่ปรับตลอดกาลของอาร์เซนอลคือท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ในนอร์ธลอนดอนดาร์บี้ ส่วนแฟนเชลซีเองก็มีความเกลียดชังกับท็อตแนมและลีดส์ ยูไนเต็ดมาก่อน นอกจากนี้ในช่วงหลายทศวรรษ อาร์เซนอลยังเป็นทีมที่ได้แชมป์บ่อยกว่ามาก ขณะที่เชลซีได้แชมป์ลีกสูงสุดเพียงครั้งเดียวในปี 1955 ความไม่สมดุลนี้ทำให้เกมระหว่างกันมีลักษณะของ "พี่ใหญ่กับน้องเล็ก" มากกว่าคู่ชิงบัลลังก์ จนกระทั่งโลกฟุตบอลเปลี่ยนไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000

2002–2004: เวนเกอร์ อินวินซิเบิ้ลส์ และเงินของอบราโมวิช

อาร์แซน เวนเกอร์ ทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นทีมที่เล่นสวยที่สุดในอังกฤษ นัดชิงเอฟเอคัพปี 2002 พวกเขาชนะเชลซี 2–0 จากประตูของเรย์ พาร์เลอร์ และเฟรดดี้ ลุงเบิร์ก แต่ในเดือนกรกฎาคม 2003 มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อบราโมวิช ซื้อเชลซีและอัดฉีดเงินซื้อนักเตะในระดับที่ลีกไม่เคยเห็นมาก่อน ฤดูกาลนั้นอาร์เซนอลคว้าแชมป์แบบไม่แพ้ใครทั้งฤดูกาล จนได้ฉายา "อินวินซิเบิ้ลส์" แต่จุดด่างเดียวที่แฟนปืนใหญ่จำได้ดีเกิดขึ้นในแชมเปียนส์ลีกรอบแปดทีม เมื่อเวย์น บริดจ์ ยิงประตูชัยช่วงท้ายเกมที่ไฮบิวรี พาเชลซีเขี่ยอาร์เซนอลตกรอบ นั่นคือวินาทีที่ดาร์บี้คู่นี้เปลี่ยนจากเกมธรรมดาเป็นสงครามจริง

มูรินโญ่กับเวนเกอร์: สงครามน้ำลายที่ยาวนานที่สุด

โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมเชลซีในปี 2004 และพาทีมคว้าแชมป์ลีกสองสมัยติด ในปี 2005 และ 2006 ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างเขากับเวนเกอร์กลายเป็นละครหน้าสื่อแทบทุกสัปดาห์ มูรินโญ่เคยเปรียบเวนเกอร์เป็นคนชอบแอบมองเรื่องของคนอื่น และในปี 2014 ก็เรียกเขาว่า "ผู้เชี่ยวชาญด้านความล้มเหลว" ความตึงเครียดลามถึงข้างสนามเมื่อตุลาคม 2014 ที่เวนเกอร์ผลักมูรินโญ่ต่อหน้ากล้อง ส่วนในสนามนั้นยิ่งเจ็บกว่า เพราะเวนเกอร์ไม่สามารถเอาชนะทีมของมูรินโญ่ในเกมลีกได้เลย และนัดที่ 1,000 ในฐานะผู้จัดการทีมของเวนเกอร์เมื่อมีนาคม 2014 จบลงด้วยการแพ้เชลซี 0–6 ชัยชนะครั้งแรกเหนือมูรินโญ่ในเกมทางการของเขามาถึงในคอมมิวนิตี้ ชิลด์ปี 2015

ระหว่างนั้นยังมีฉากที่ถูกพูดถึงไม่จบ ตั้งแต่นัดชิงลีกคัพปี 2007 ที่ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยิงสองประตูให้เชลซีชนะ 2–1 และจบเกมด้วยการตะลุมบอนของผู้เล่นทั้งสองฝั่ง ดร็อกบาเองกลายเป็นฝันร้ายของอาร์เซนอลจนแฟนปืนใหญ่ยังจำได้ทุกประตู ส่วนแฟนอาร์เซนอลก็มีคืนแห่งความสุขเมื่อตุลาคม 2011 ที่โรบิน ฟาน เพอร์ซี ยิงแฮตทริกพาทีมบุกชนะเชลซี 5–3 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

การย้ายข้ามฟากที่แฟนบอลไม่เคยลืม

สิ่งที่ทำให้ดาร์บี้คู่นี้ต่างจากคู่อื่นคือการย้ายทีมระหว่างกันบ่อยครั้ง การย้ายของแอชลีย์ โคล จากอาร์เซนอลไปเชลซีในปี 2006 พร้อมกับวิลเลียม กัลลาส ที่ย้ายสวนทางมา ทำให้แฟนปืนใหญ่โกรธจัด ต่อมาเชสก์ ฟาเบรกัส อดีตกัปตันอาร์เซนอล ย้ายไปคว้าแชมป์กับเชลซีในปี 2015 ขณะที่เปตร์ เช็ก ย้ายมาอาร์เซนอลในปีเดียวกัน ตามด้วยโอลิวิเยร์ ชีรู ดาวิด ลุยซ์ และยุคหลังอย่างจอร์จินโญ่ ไค ฮาเวิร์ตซ์ และราฮีม สเตอร์ลิง ทุกครั้งที่นักเตะเหล่านี้ลงสนามเจอต้นสังกัดเก่า เสียงโห่และเสียงเชียร์จะดังพอ ๆ กัน

นัดชิงที่ชี้ชะตาและสมดุลที่สลับขั้ว

ในทศวรรษ 2010 ทั้งสองทีมพบกันในนัดชิงหลายรายการ อาร์เซนอลชนะนัดชิงเอฟเอคัพปี 2017 ด้วยสกอร์ 2–1 เชลซีแก้แค้นในนัดชิงยูโรปาลีกปี 2019 ที่บากู ด้วยชัยชนะ 4–1 ในเกมสุดท้ายของเอเดน อาซาร์ กับสโมสร และอาร์เซนอลชนะ 2–1 อีกครั้งในนัดชิงเอฟเอคัพปี 2020 ที่เวมบลีย์ไร้ผู้ชม จากสองประตูของปีแยร์-เอเมอริก โอบาเมยอง ซึ่งเป็นแชมป์แรกของมิเกล อาร์เตต้า ในฐานะผู้จัดการทีม

ฝั่งเชลซีมีสิ่งที่อาร์เซนอลยังไม่เคยมี คือแชมป์ยุโรปในปี 2012 ซึ่งทำให้เป็นสโมสรแรกจากลอนดอนที่ได้แชมป์รายการนี้ และได้อีกครั้งในปี 2021 ส่วนอาร์เซนอลยุคอาร์เตต้ากลับมาเป็นทีมลุ้นแชมป์และถล่มเชลซี 5–0 เมื่อเมษายน 2024 สมดุลของดาร์บี้คู่นี้จึงสลับไปมาอยู่ตลอด และเป็นเหตุผลที่ทั้งเมืองลอนดอนยังรอดูว่าใครจะได้ครองเมืองในแต่ละยุค

ทำไมลอนดอนดาร์บี้คู่นี้ยังมีความหมาย

ในเมืองที่มีสโมสรอาชีพหลายสิบทีม การเป็น "ทีมอันดับหนึ่งของลอนดอน" คือศักดิ์ศรีที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ถ้วยรางวัล จำนวนแฟนบอล และรายได้จากทั่วโลก อาร์เซนอลมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าและเคยเป็นเจ้าเมืองแบบไม่มีใครเทียบ ส่วนเชลซีพิสูจน์ในยุคหลังว่าสามารถคว้าทุกอย่างได้ ตั้งแต่แชมป์ลีก แชมป์ยุโรป ไปจนถึงแชมป์สโมสรโลกในปี 2025 เมื่อสองฝั่งต่างมีเหตุผลที่จะอ้างว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่า เกมที่พบกันแต่ละครั้งจึงเป็นเหมือนการลงคะแนนเสียงอีกรอบ ว่าในยุคนั้น ใครคือเจ้าของเมืองหลวงตัวจริง

ผลการพบกันที่ต้องจำ

  1. 2002 นัดชิงเอฟเอคัพ อาร์เซนอล 2–0 เชลซี พาร์เลอร์ & ลุงเบิร์ก
  2. 2004 แชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีม อาร์เซนอล 1–2 เชลซี บริดจ์ยิงชัยที่ไฮบิวรี
  3. 2007 นัดชิงลีกคัพ เชลซี 2–1 อาร์เซนอล ดร็อกบา 2 ประตู
  4. 2011 พรีเมียร์ลีก เชลซี 3–5 อาร์เซนอล แฮตทริกฟาน เพอร์ซี
  5. 2014 พรีเมียร์ลีก เชลซี 6–0 อาร์เซนอล นัดที่ 1,000 ของเวนเกอร์
  6. 2019 นัดชิงยูโรปาลีก เชลซี 4–1 อาร์เซนอล ที่บากู
  7. 2020 นัดชิงเอฟเอคัพ อาร์เซนอล 2–1 เชลซี แชมป์แรกของอาร์เตต้า
  8. 2024 พรีเมียร์ลีก อาร์เซนอล 5–0 เชลซี ที่เอมิเรตส์

เอล กลาซิโก: เรอัลมาดริด พบ บาร์เซโลนา

Real Madrid vs Barcelona · El Clásico

เอล กลาซิโก เรอัลมาดริด พบ บาร์เซโลนา
สนาม
ซานติอาโก เบร์นาเบว / คัมป์ นู
ระยะห่าง
ราว 500 กม.
พบกันครั้งแรก
ปี 1902
แชมป์ยุโรป
15 สมัย / 5 สมัย

คำว่า "เอล กลาซิโก" ในภาษาสเปนแปลว่า "เกมคลาสสิก" และไม่มีเกมระดับสโมสรนัดไหนในโลกที่มีคนดูมากกว่านี้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การพบกันของสองทีมที่ดีที่สุดในสเปน แต่คือการปะทะกันของสองเมือง สองวัฒนธรรม และสองความคิดเรื่องตัวตนของประเทศ

นัดแรกปี 1902 และเส้นแบ่งทางการเมือง

ทั้งสองทีมพบกันครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 1902 ในรายการโกปา เด ลา โกโรนาซิออน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 บาร์เซโลนาชนะ 3–1 แต่สิ่งที่ทำให้คู่นี้กลายเป็นมากกว่าฟุตบอลคือประวัติศาสตร์การเมืองของสเปน มาดริดคือเมืองหลวงและศูนย์กลางอำนาจรัฐ ขณะที่บาร์เซโลนาคือหัวใจของแคว้นกาตาลุญญาซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมของตัวเอง และมีความต้องการปกครองตนเองมาอย่างยาวนาน

ในยุคเผด็จการของนายพลฟรังโก ระหว่างปี 1939 ถึง 1975 ภาษาและสัญลักษณ์ของกาตาลันถูกจำกัดอย่างหนัก สนามฟุตบอลของบาร์ซ่าจึงกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ ที่ผู้คนแสดงตัวตนได้อย่างเปิดเผย คำขวัญ "มากกว่าสโมสร" ของบาร์เซโลนามีที่มาจากบริบทนี้ ส่วนการมองว่าเรอัลมาดริดคือ "ทีมของระบอบ" นั้น แฟนมาดริดจำนวนมากโต้แย้งว่าเป็นภาพที่ถูกขยายเกินจริง แต่ไม่ว่าจะมองแบบไหน นัดรองชนะเลิศถ้วยในประเทศปี 1943 ที่มาดริดชนะ 11–1 ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่านักเตะบาร์ซ่าถูกกดดันก่อนเกม ก็ยังเป็นแผลที่ถูกหยิบมาเล่าจนถึงทุกวันนี้

ดิ สเตฟาโน: นักเตะที่ทั้งสองทีมแย่งกัน

ปี 1953 ทั้งสองสโมสรต่างอ้างสิทธิ์ในตัวอัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ จนเรื่องลุกลามเป็นข้อพิพาทที่สหพันธ์ต้องเข้ามาตัดสิน สุดท้ายเขาย้ายไปอยู่กับมาดริด และกลายเป็นแกนหลักของทีมที่คว้าแชมป์ยุโรปห้าสมัยติดต่อกันระหว่างปี 1956 ถึง 1960 สำหรับแฟนบาร์ซ่า นี่คือนักเตะที่ "ควรเป็นของเรา" และเป็นจุดเริ่มต้นของยุครุ่งโรจน์ฝั่งมาดริด ส่วนบาร์เซโลนาก็มีวันแก้แค้น เมื่อเป็นทีมแรกที่เขี่ยมาดริดตกรอบถ้วยยุโรปได้ในฤดูกาล 1960/61

ครัฟฟ์ ฟิโก และหัวหมูที่คัมป์ นู

โยฮัน ครัฟฟ์ ย้ายมาบาร์เซโลนาในปี 1973 และนำทีมบุกไปชนะมาดริดถึงสนามเบร์นาเบว 5–0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 1974 ก่อนคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 14 ปี หลายปีต่อมาเขากลับมาในฐานะโค้ช สร้าง "ดรีมทีม" ที่ได้แชมป์ยุโรปสมัยแรกของสโมสรในปี 1992 และวางรากฐานปรัชญาฟุตบอลของบาร์ซ่ามาจนถึงปัจจุบัน

ในทางกลับกัน การย้ายทีมที่สร้างความเจ็บแค้นที่สุดคือกรณีของหลุยส์ ฟิโก กัปตันและขวัญใจของบาร์ซ่า ที่ย้ายไปมาดริดในปี 2000 ด้วยค่าตัวสถิติโลกในเวลานั้น เมื่อเขากลับไปเยือนคัมป์ นู ในเดือนพฤศจิกายน 2002 แฟนบอลขว้างสิ่งของลงสนามจนเกมต้องหยุด และหนึ่งในนั้นคือหัวหมูที่กลายเป็นภาพจำของเอล กลาซิโก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง โรนัลดินโญ่ เคยได้รับเสียงปรบมือยืนจากแฟนมาดริดที่เบร์นาเบวในปี 2005 หลังโชว์ฟอร์มพาบาร์ซ่าชนะ 3–0 เป็นภาพที่หาดูได้ยากมากในดาร์บี้นี้

ยุคเมสซีกับโรนัลโด และศึกสี่นัดใน 18 วัน

ช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึง 2010 เอล กลาซิโกขึ้นถึงจุดสูงสุด บาร์ซ่าของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ชนะมาดริด 6–2 ที่เบร์นาเบวในปี 2009 และ 5–0 ในปี 2010 ซึ่งเป็นเอล กลาซิโกนัดแรกของโชเซ่ มูรินโญ่ ในฐานะโค้ชมาดริด ปี 2011 ทั้งสองทีมเจอกันถึงสี่นัดใน 18 วัน ทั้งลีก นัดชิงถ้วยในประเทศที่มาดริดชนะ 1–0 จากลูกโหม่งของคริสเตียโน โรนัลโด และรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกที่บาร์ซ่าผ่านเข้ารอบ ความเกลียดชังในยุคนั้นลามจากสนามไปถึงทีมชาติสเปนด้วยซ้ำ

ลิโอเนล เมสซี กลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของเอล กลาซิโกด้วย 26 ประตู ภาพที่เขายกเสื้อโชว์หลังยิงประตูชัยที่เบร์นาเบวในปี 2017 ยังคงเป็นหนึ่งในภาพที่โด่งดังที่สุด ขณะที่โรนัลโดก็ยิงประตูใส่บาร์ซ่าได้อย่างสม่ำเสมอและพามาดริดคว้าแชมป์ยุโรปหลายสมัย การดวลกันของสองนักเตะที่ดีที่สุดในยุคทำให้เกมนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

ยุคใหม่หลังสองตำนาน

เมื่อโรนัลโดย้ายออกในปี 2018 และเมสซีจากไปในปี 2021 หลายคนคิดว่าเอล กลาซิโกจะหมดเสน่ห์ แต่ดาวรุ่งรุ่นใหม่กลับทำให้เกมนี้น่าดูไม่แพ้เดิม มาดริดมีวินีซีอุส จูเนียร์ จู๊ด เบลลิงแฮม และคีเลียน เอ็มบัปเป้ พร้อมแชมป์ยุโรปสมัยที่ 15 ในปี 2024 ซึ่งยังเป็นสถิติสูงสุดของรายการ ส่วนบาร์ซ่าภายใต้ฮันซี่ ฟลิก ได้ลามีน ยามาล และเปดรี เป็นหัวใจ และในฤดูกาล 2024/25 บาร์ซ่าชนะมาดริดครบทั้งสี่นัด รวมถึงชัยชนะ 4–0 ที่เบร์นาเบว และ 3–2 ในนัดชิงถ้วยในประเทศ เอล กลาซิโกจึงยังคงเป็นเวทีที่ดาวรุ่งพิสูจน์ตัวเอง และเป็นเกมที่ทั้งโลกรอดูเหมือนเดิม

ในแง่ตารางคะแนน เอล กลาซิโกแทบจะเป็นนัดชิงแชมป์ลาลีกาโดยปริยาย เพราะสองสโมสรนี้ครองแชมป์ลีกสเปนรวมกันเป็นส่วนใหญ่ตลอดประวัติศาสตร์ ชัยชนะในเกมนี้จึงหมายถึงหกแต้มที่ห่างกันในการลุ้นแชมป์ ไม่ใช่แค่สามแต้ม สำหรับแฟนบอลไทยที่ต้องตื่นมาดูกลางดึก เอล กลาซิโกคือเกมที่รวมทุกอย่างของฟุตบอลไว้ด้วยกัน ทั้งฝีเท้าระดับโลก ประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปี และอารมณ์ที่พร้อมระเบิดได้ตลอดเก้าสิบนาที

ผลการพบกันที่ต้องจำ

  1. 1902 โกปา เด ลา โกโรนาซิออน บาร์เซโลนา 3–1 เรอัลมาดริด นัดแรกของคู่ปรับ
  2. 1943 ถ้วยในประเทศ รอบรองฯ เรอัลมาดริด 11–1 บาร์เซโลนา นัดที่ยังถูกถกเถียง
  3. 1974 ลาลีกา เรอัลมาดริด 0–5 บาร์เซโลนา ครัฟฟ์ถล่มเบร์นาเบว
  4. 2009 ลาลีกา เรอัลมาดริด 2–6 บาร์เซโลนา ยุคเป๊ป
  5. 2010 ลาลีกา บาร์เซโลนา 5–0 เรอัลมาดริด กลาซิโกแรกของมูรินโญ่
  6. 2011 นัดชิงโกปา เดล เรย์ เรอัลมาดริด 1–0 บาร์เซโลนา โรนัลโดโหม่งชัย
  7. 2017 ลาลีกา เรอัลมาดริด 2–3 บาร์เซโลนา เมสซีชูเสื้อ
  8. 2025 นัดชิงโกปา เดล เรย์ บาร์เซโลนา 3–2 เรอัลมาดริด ต่อเวลาพิเศษ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมแมนยูกับลิเวอร์พูลถึงเป็นคู่ปรับกัน ทั้งที่อยู่คนละเมือง?

ความขัดแย้งเริ่มจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองอุตสาหกรรมแมนเชสเตอร์กับเมืองท่าลิเวอร์พูล โดยเฉพาะการขุดคลองเดินเรือแมนเชสเตอร์ที่เปิดใช้ในปี 1894 ประกอบกับทั้งสองสโมสรแข่งกันเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของอังกฤษมาตลอด

แมนยูกับลิเวอร์พูล ใครได้แชมป์ลีกสูงสุดมากกว่ากัน?

เมื่อจบฤดูกาล 2024/25 ทั้งสองทีมมีแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเท่ากันที่ 20 สมัย ส่วนแชมป์ยุโรป ลิเวอร์พูลมี 6 สมัย แมนยูมี 3 สมัย

อาร์เซนอล พบ เชลซี คือนอร์ธลอนดอนดาร์บี้หรือไม่?

ไม่ใช่ นอร์ธลอนดอนดาร์บี้คืออาร์เซนอล พบ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ส่วนอาร์เซนอล พบ เชลซี เป็นหนึ่งในลอนดอนดาร์บี้ที่ร้อนแรงขึ้นอย่างมากในยุคพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะหลังปี 2003

เอล กลาซิโก แปลว่าอะไร?

เอล กลาซิโก (El Clásico) เป็นภาษาสเปน แปลว่า "เกมคลาสสิก" ใช้เรียกการพบกันระหว่างเรอัลมาดริดกับบาร์เซโลนา ซึ่งพบกันครั้งแรกในปี 1902

ใครยิงประตูในเอล กลาซิโกมากที่สุด?

ลิโอเนล เมสซี ทำได้ 26 ประตูในทุกรายการ เป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของเอล กลาซิโก

แหล่งอ้างอิง

LOCATION · ที่ตั้ง

สำนักงาน Derby Match

สนาม ⚽

สนามศุภชลาศัย

Supachalasai Stadium · Pathum Wan, Bangkok

  • ที่อยู่สนามศุภชลาศัย (กรีฑาสถานแห่งชาติ) เลขที่ 154 ถนนพระรามที่ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
  • การเดินทางBTS สนามกีฬาแห่งชาติ อยู่ติดสนาม · เดินจาก BTS สยามได้
  • โทรศัพท์02-262-4567
  • อีเมล[email protected]
นำทางไปที่นี่ Google Maps
สนามศุภชลาศัย