ศึกแดงเดือด: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล
Manchester United vs Liverpool · North West Derby
- สนาม
- โอลด์ แทรฟฟอร์ด / แอนฟิลด์
- ระยะห่าง
- ราว 50 กม.
- พบกันครั้งแรก
- ปี 1894
- แชมป์ยุโรป
- 3 สมัย / 6 สมัย
นี่คือการพบกันของสองสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ จากสองเมืองที่อยู่ห่างกันเพียงราว 50 กิโลเมตร แต่ความบาดหมางระหว่างแมนเชสเตอร์กับลิเวอร์พูลเริ่มต้นก่อนที่ทั้งสองทีมจะได้เตะฟุตบอลนัดแรกใส่กันเสียอีก
รากของความขัดแย้ง: สองเมืองกับคลองขุดหนึ่งสาย
ในศตวรรษที่ 19 แมนเชสเตอร์คือศูนย์กลางอุตสาหกรรมฝ้ายของโลก ส่วนลิเวอร์พูลคือเมืองท่าที่ทำเงินจากการขนส่งสินค้าเข้าออก โรงงานในแมนเชสเตอร์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าขนส่งให้ลิเวอร์พูลมาตลอด จนนักธุรกิจแมนเชสเตอร์ตัดสินใจลงทุนขุดคลองเดินเรือแมนเชสเตอร์ (Manchester Ship Canal) ที่เปิดใช้ในปี 1894 เพื่อให้เรือสินค้าแล่นเข้าถึงเมืองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านท่าเรือลิเวอร์พูล สำหรับคนลิเวอร์พูล นั่นคือการแย่งปากท้อง ส่วนคนแมนเชสเตอร์มองว่าเป็นการปลดแอกทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกเป็นศัตรูระหว่างสองเมืองจึงฝังรากลึกตั้งแต่ตอนนั้น
และในปีเดียวกันนั้นเอง ฟุตบอลก็ทำให้ความขัดแย้งมีสนามให้ระบาย นิวตัน ฮีธ ทีมที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 1902 จบท้ายตารางลีกสูงสุด ต้องลงเล่นเกมเพลย์ออฟเพื่อหนีตกชั้นกับลิเวอร์พูล แชมป์ดิวิชั่นสองในขณะนั้น ผลคือลิเวอร์พูลชนะ 2–0 ได้ขึ้นชั้นแทน ส่วนนิวตัน ฮีธ ตกลงไปเล่นลีกรอง ความเป็นคู่ปรับในสนามจึงเริ่มต้นด้วยเกมที่มีเดิมพันสูงที่สุดเกมหนึ่ง
เรื่องอื้อฉาวปี 1915 และสายสัมพันธ์ที่คนมักลืม
ในวันศุกร์ประเสริฐปี 1915 ยูไนเต็ดเปิดบ้านชนะลิเวอร์พูล 2–0 ในเกมที่ดูแปลกตั้งแต่ต้นจนจบ การสอบสวนภายหลังพบว่ามีการล้มบอลเพื่อทำเงินจากการพนัน ผู้เล่นจากทั้งสองสโมสรถูกลงโทษแบนรวมเจ็ดคน กลายเป็นหนึ่งในคดีล้มบอลที่โด่งดังที่สุดของอังกฤษ และเป็นครั้งเดียวที่สองทีมคู่อริ "ร่วมมือกัน" อย่างจริงจัง
ที่น่าสนใจคือบุคคลที่สร้างยุคทองให้แมนยูก็เคยเป็นคนของลิเวอร์พูล เซอร์แมตต์ บัสบี้ เคยค้าแข้งและเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูลก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสงครามจบ เขาเลือกรับงานผู้จัดการทีมที่แมนเชสเตอร์ในปี 1945 และสร้างทีมจนคว้าแชมป์ลีกหลายสมัย ผ่านโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิกในปี 1958 ก่อนพาทีมเป็นสโมสรอังกฤษทีมแรกที่ได้แชมป์ยุโรปในปี 1968
ยุคแชงคลีย์และไพสลีย์: ลิเวอร์พูลครองอังกฤษและยุโรป
ขณะที่ยูไนเต็ดหลังยุคบัสบี้เริ่มถดถอยจนถึงขั้นตกชั้นในปี 1974 ลิเวอร์พูลภายใต้บิล แชงคลีย์ และบ็อบ ไพสลีย์ กลับไต่ขึ้นเป็นมหาอำนาจ ตลอดทศวรรษ 1970 ถึง 1980 หงส์แดงคว้าแชมป์ลีกนับไม่ถ้วนและได้แชมป์ยุโรปถึงสี่สมัยในปี 1977, 1978, 1981 และ 1984 เมื่อถึงปี 1990 ลิเวอร์พูลมีแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัย ทิ้งห่างทุกทีมในประเทศ
แต่ยูไนเต็ดก็มีวิธีของตัวเองในการทำร้ายคู่ปรับ นัดชิงเอฟเอคัพปี 1977 ลิเวอร์พูลกำลังลุ้นสามแชมป์ในฤดูกาลเดียว พวกเขาได้แชมป์ลีกไปแล้วและจะได้แชมป์ยุโรปในอีกไม่กี่วันต่อมา แต่ปีศาจแดงชนะ 2–1 ที่เวมบลีย์ ดับฝันประวัติศาสตร์ของหงส์แดงไปอย่างเจ็บปวด ฉากแบบนี้คือแก่นของดาร์บี้คู่นี้ ต่อให้ฟอร์มห่างกันแค่ไหน ทีมที่เป็นรองก็พร้อมจะเล่นราวกับเป็นนัดชิงชนะเลิศเสมอ
เฟอร์กูสันกับภารกิจล้มบัลลังก์
เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รับงานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดในปี 1986 ขณะที่ยูไนเต็ดยังไม่ได้แชมป์ลีกมาตั้งแต่ปี 1967 เขาประกาศชัดว่าเป้าหมายสูงสุดคือการผลักลิเวอร์พูลลงจากบัลลังก์ และใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำได้จริง แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1992/93 ปิดฉากการรอคอย 26 ปี จากนั้นยูไนเต็ดก็ครองยุคพรีเมียร์ลีก ปี 1996 เอริก ก็องโตนา ยิงประตูเดียวในนัดชิงเอฟเอคัพเอาชนะลิเวอร์พูล ปี 1999 ยูไนเต็ดพลิกชนะ 2–1 ในเอฟเอคัพรอบสี่ด้วยสองประตูช่วงท้ายเกม ก่อนจะไปคว้าสามแชมป์ในฤดูกาลเดียวกัน และในปี 2011 แชมป์ลีกสมัยที่ 19 ทำให้ยูไนเต็ดแซงหน้าลิเวอร์พูลได้สำเร็จ ก่อนเฟอร์กูสันจะอำลาพร้อมแชมป์สมัยที่ 20 ในปี 2013
ฝั่งลิเวอร์พูลก็มีช่วงเวลาที่แฟนบอลจำไม่ลืม โดยเฉพาะเดือนมีนาคม 2009 ที่พวกเขาบุกไปถล่มยูไนเต็ดถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ด 4–1 และค่ำคืนที่อิสตันบูลปี 2005 ซึ่งทำให้แฟนหงส์แดงมีเรื่องเล่าในระดับยุโรปที่ไม่แพ้ใคร ความดุเดือดยังลามไปถึงตลาดซื้อขาย สองสโมสรแทบไม่ซื้อขายนักเตะกันโดยตรงเลยนับตั้งแต่ ฟิล ชิสนอลล์ ย้ายจากยูไนเต็ดไปลิเวอร์พูลในปี 1964 ส่วนกรณีที่นักเตะข้ามฟากแบบอ้อม ๆ อย่างพอล อินซ์ หรือไมเคิล โอเว่น ก็มักถูกแฟนบอลฝั่งเดิมจดจำในแง่ลบ
ยุคใหม่: 7–0 และวันที่ไล่ทันกันที่ 20 สมัย
หลังเฟอร์กูสันเกษียณ ยูไนเต็ดผ่านผู้จัดการทีมหลายคนแต่หาความต่อเนื่องไม่ได้ ขณะที่ลิเวอร์พูลภายใต้เยอร์เกน คล็อปป์ ได้แชมป์ยุโรปในปี 2019 และแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในฤดูกาล 2019/20 ยุติการรอคอย 30 ปี ภาพที่สะท้อนช่องว่างได้ชัดที่สุดคือวันที่ 5 มีนาคม 2023 ลิเวอร์พูลถล่มยูไนเต็ด 7–0 ที่แอนฟิลด์ แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา ยูไนเต็ดก็เอาคืนในเอฟเอคัพรอบแปดทีมด้วยชัยชนะ 4–3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากประตูชัยของอามัด ดิยาลโล เป็นการย้ำอีกครั้งว่าในดาร์บี้นี้ ฟอร์มและตารางคะแนนแทบไม่มีความหมาย
เมื่อจบฤดูกาล 2024/25 ลิเวอร์พูลภายใต้อาร์เน่อ สล็อต คว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ทำให้ทั้งสองทีมมีแชมป์ลีกสูงสุดเท่ากันที่ 20 สมัย การเป็น "สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ" จึงกลับมาเป็นคำถามเปิดอีกครั้ง และนั่นทำให้ทุกนัดที่ทั้งคู่พบกันมีความหมายมากกว่าสามแต้ม
ทำไมศึกแดงเดือดยังร้อนเสมอ
ดาร์บี้คู่นี้ไม่มีเส้นแบ่งเขตเมืองหรือศาสนาเหมือนดาร์บี้อื่น แต่มีสิ่งที่หนักกว่านั้น คือการแข่งกันเป็นที่หนึ่งของประเทศมานานกว่าศตวรรษ แฟนบอลทั้งสองฝั่งเติบโตมากับความเชื่อว่าความสำเร็จของอีกฝ่ายคือความล้มเหลวของตัวเอง แม้ช่วงหลังทั้งสองสโมสรจะร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการร้องเพลงเย้ยโศกนาฏกรรม ทั้งมิวนิกปี 1958 และฮิลส์โบโรห์ปี 1989 ซึ่งเป็นบาดแผลที่ไม่ควรมีใครนำมาล้อเลียน แต่ในสนาม ทุกการปะทะ ทุกใบเหลือง และทุกประตูยังคงถูกเล่นราวกับเป็นเกมที่ชี้ชะตาทั้งฤดูกาล สำหรับแฟนบอลไทยที่เชียร์สองทีมนี้มากที่สุดในประเทศ ศึกแดงเดือดจึงเป็นนัดที่ต้องตื่นมาดู ไม่ว่าจะเตะกี่โมงก็ตาม
ผลการพบกันที่ต้องจำ
- 1894 เพลย์ออฟเลื่อน-ตกชั้น ลิเวอร์พูล 2–0 นิวตัน ฮีธ นัดแรกของคู่ปรับ
- 1977 นัดชิงเอฟเอคัพ แมนยู 2–1 ลิเวอร์พูล ดับฝันสามแชมป์ของหงส์แดง
- 1996 นัดชิงเอฟเอคัพ แมนยู 1–0 ลิเวอร์พูล ก็องโตนายิงประตูเดียว
- 2009 พรีเมียร์ลีก แมนยู 1–4 ลิเวอร์พูล ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด
- 2023 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 7–0 แมนยู ที่แอนฟิลด์
- 2024 เอฟเอคัพ รอบ 8 ทีม แมนยู 4–3 ลิเวอร์พูล ต่อเวลาพิเศษ